ใช้ “ยาลดน้ำหนัก” เสี่ยงเจอยาอันตรายได้

ช่วยกันแชร์เยอะๆน่ะค่ะ
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

1,601 total views, 1 views today

นพ.อภิชัย มงคล อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ออกมาเปิดเผยผลการตรวจวิเคราะห์ “ยาลดน้ำหนัก” ว่า มีส่วนผสมที่เป็นยาอันตรายอะไรบ้าง

“สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจวิเคราะห์ของกลางยาลดน้ำหนักจำนวน 70 ตัวอย่าง ในช่วง ต.ค. 2558 – ม.ค. 2559 พบตัวอย่างที่มีส่วนผสมของยาแผนปัจจุบัน เป็นยาอันตราย 43 ตัวอย่าง และยาควบคุมพิเศษ 8 ตัวอย่าง” อธิบดีกรมวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้ ยาอันตรายที่พบมากเป็นอันดับ 1 คือ “ยาไซบูทรามีน” จัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น มีฤทธิ์ลดความอยากอาหาร

2. ยาในกลุ่มแอมเฟตามีน เช่น เฟนเทอร์มีน ซึ่งจะออกฤทธิ์กระตุ้นศูนย์ควบคุมความอิ่ม ทำให้เกิดการเบื่ออาหาร แต่ยานี้ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีโรคไทรอยด์เป็นพิษ เพราะอาจจะส่งผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดซึ่งเป็นอันตรายกับผู้ป่วยได้

3. ยาระบาย บิสซาโคดิล และยาขับปัสสาวะ ฟูโรซีไมด์ ผู้ใช้ยาดังกล่าวจะรู้สึกผอมลงเร็ว เนื่องจากน้ำหนักลดหลังจากใช้ยา แต่ผลข้างเคียงคือร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ยารักษาโรคซึมเศร้าและอาการในกลุ่มโรควิตกกังวล ฟลูโอซีทีน ซึ่งมีผลข้างเคียงในการช่วยทำให้ไม่อยากอาหาร

“ตัวอย่างที่ตรวจพบ บางครั้งอยู่ในรูปแบบของยาที่จัดเป็นชุด ซึ่งประกอบด้วยไซบูทรามีน เฟนเทอร์มีน และบิสซาโคดิล บางตัวอย่างจัดเป็นชุดร่วมกับวิตามินเพื่อลดผลข้างเคียงจากการรับประทานอาหารน้อยลงและการใช้ยาระบาย นอกจากนี้ ในยาชุดบางตัวอย่างมียานอนหลับรวมอยู่ด้วย เช่น ไดอาซีแปม เนื่องจากผลข้างเคียงของยากลุ่มแอมเฟตามีน จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ จึงมีการจ่ายยานี้ร่วมด้วย ซึ่งยาที่ได้กล่าวมาทุกชนิดจะมีอาการข้างเคียง และอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องได้” อธิบดีกรมวิทย์ กล่าว
ลดน้ำหนัก
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
นอกจากนี้ ยังพบการนำไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ มาใช้ลดน้ำหนัก ซึ่งยานี้มีผลเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลงเร็ว แต่มีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เพราะไทรอยด์ฮอร์โมนจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นมากกว่าเดิม และไม่เต็มจังหวะ ทำให้แต่ละครั้งของการเต้นสูบฉีดเลือดได้น้อยลง จึงมีความเสี่ยงสูงกับคนที่มีปัญหาภาวะหัวใจ

“ยาที่กล่าวมาข้างต้นหากใช้โดยแพทย์ในขนาดที่ถูกต้องก็ยังเป็นยาที่มีประโยชน์มากในทางการแพทย์ แต่ถ้ามีการนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยไม่เข้าใจถึงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็สามารถทำให้ผู้ใช้เกิดอันตรายได้” นพ.อภิชัย กล่าว
ขอบคุณเนื้อหาจาก….

ອ້າຍແຫຼ່
ຂໍ້ມູນຂ່າວສານ ທີ່ນໍາມາແບ່ງປັນອ່ານ ຫວັງວ່າຈະເປັນປະໂຫຍດກັບທ່ານ ບໍ່ຫຼາຍຫຼືຫນ້ອຍ ຂໍຂອບໃຈທ່ານທັງຫມົດ ທີ່ມາອ່ານມາເບິ່ງ ເວັບໄຊຕ໌ນີ້

โพสต์ล่าสุด